วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประเพณีลอยเรือชาวเลภูเก็ต

ประเพณีลอยเรือชาวเลภูเก็ต



                 แนวภูเขาชายฝั่งทะเลตะวันตก มีแนวทิวเขาภูเก็ต ซึ่งมีความยาวประมาณ ๕๑๗ กิโลเมตร เป็นแนวเขาที่แยกจากแนวเขาตะนาวศรีตรงปากแม่น้ำปากจั่น ในจังหวัดชุมพร ลักษณะของภูเขาเป็นเนินที่ไม่สูงมาก มีหินอัคนีดันตัวขึ้นมาหลายแห่ง ตามแนวเทือกเขาจึงเกิดมีแร่ดีบุกและแร่วุลแฟรมอยู่หลายแห่ง ซึ่งเป็นผลผลิตทาง เศรษฐกิจที่สำคัญของบริเวณนี้ และยังมีหินปูนเป็นภูเขาโดด ๆ ในจังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา ซึ่งมีลักษณะสวยงามแปลกตา   ทรัพยากรธรรมชาติของภาคใต้ฝั่งตะวันตก เป็นป่าไม้เขตร้อนชื้นหรือ ป่าดงดิบ รองลงมาเป็นป่าชายเลนน้ำเค็ม ป่าโกงกาง และมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าว ประชากรของฝั่งทะเลตะวันตกส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน ที่อพยพมาจากจีนตอนใต้ คือ แถบมลฑลฟูเอี๋ยนและจีนอีกพวกหนึ่งที่อพยพเข้ามาอีกเป็นจำนวนมากในช่วงที่ประเทศ่ไทยกำลังขาดแคลนคนงานในการหาบแร่ในเหมืองแร่ดีบุก คือ จีนแคะ ที่อพยพมาจากจีนตอนใต้เช่นเดียวกัน และชาวจีนเหล่านี้ก็ยังยึดถือ วัฒนธรรมและประเพณีของจีนไว้อย่างเคร่งครัด  ส่วนชาวไทยอิสลาม และชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวเล และซาไก ก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียม และประเพณี เฉพาะของตนเองไว้เช่นเดียวกันประเพณีของชาวภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีลักษณะผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ไทยและจีน ที่เห็นได้ชัดเจน เช่น-ประเพณีกินผักหรือกินเจ เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของชาวไทยเชื้อสายจีนในฝั่งทะเลตะวันตก โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง ที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน-ประเพณีแต่งงานแบบธรรมเนียมจีน โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต มีการแต่งตัวของเจ้าสาวที่รับเอาวัฒนธรรมการแต่งกายของสตรีจีนในปีนังมาแต่ง ซึ่งมีชุดเจ้าสาวที่วิจิตรอลังการ (ในอดีต) เครื่องประดับบางอย่างของเจ้าสาวในวันแต่งงานที่สวยงามมาก เช่น แหวนบาเยะ (แหวนแต่งงานเป็นเหลี่ยมชิ้นข้าวเหนียวตัด) กิมตู้น (จี้) ปิ่นตั้ง (เข็มกลัด) หรือดอกไม้ไหวที่ติดผมเจ้าสาว โกสัง (กระดุมทองที่ใช้ร้อยกับเสื้อ) และต่างหูแบบหางหงส์ เป็นต้น

                     จังหวัดภูเก็ตเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในภาคใต้ฝั่งทะเลตะวันตก เป็นจังหวัดที่มีประวัติ ศาสตร์ และเป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นเกาะใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ ๕๕๐ ตารางกิโลเมตร
                     ในอดีตภูเก็ตเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยแร่ดีบุก ประกอบกับเป็นจุดแวะพักที่จะผ่านไปมลายู อาณาจักรฟูนัน และอาณาจักรศรีวิชัย จากอดีตเป็นต้นมา ผู้คนต่างถิ่นได้อพยพผ่านมาแวะพักขุดแร่ขายบ้าง เป็นพ่อค้าบ้าง เมื่อสถานที่เอื้อประโยชน์ในการจอดพักเรือ จนทำให้เกิดมีชุมชน จากชุมชนเล็กก็กลายเป็นชุมชนใหญ่ กลายเป็นบ้านเป็นเมือง จากหลักฐานต่างๆ แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมยุโรปที่มีอิทธิพลต่ออาณาบริเวณในท้องถิ่นภูเก็ต ประกอบกับอารยธรรมของอินเดีย จีน มลายู และไทยภาคใต้ได้ผสมผสานกันกลายเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นภูเก็ต จึงไม่แปลกที่ท้องถิ่นภูเก็ตจะมีไวโอลินบรรเลงประกอบการร่ายรำรองเง็งของกลุ่มชนเชื้อสายโอรังลาโอด และแม้ในปัจจุบันเหมืองแร่ในภูเก็ตจะลดบทบาททางด้านเศรษฐกิจลง แต่ภูเก็ตกลับมีสิ่งอื่นเข้ามาทดแทน สิ่งนั้นคือ การท่องเที่ยว ซึ่งจังหวัดภูเก็ตมีธรรมชาติที่สวยงามทั้งทะเล หาดทราย และเกาะแก่งต่าง ๆ ทำให้ชื่อเสียงของจังหวัดภูเก็ตเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ขจรขจายกันในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ

สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดภูเก็ตมีอยู่หลายที่ เช่น แหลมพรหมเทพ หาดราไวย์ หาดป่าตอง วัดฉลอง เกาะสิเหร่ และหาดสุรินทร์ เป็นต้น ภูเก็ตนอกจากจะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงามแล้ว ภูเก็ตยังเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีชนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่ ชนพื้นเมืองที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ คือ ชาวเลหรือชาวไทยใหม่พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ได้กล่าวถึงชนพื้นเมืองดั้งเดิมทางภาคใต้ของไทยว่า ประกอบไปด้วยชน ๔ พวก คือ กาฮาซีซาไกเซียมังโอรังลาโอด ลักษณะของชนพื้นเมืองดั้งเดิมของภาคใต้ มีลักษณะ ดังนี้
๑. กาฮาซี จะมีผิวเนื้อดำแดง ตาโปนขาว ผมหยิก ร่างสูง หน้าบาน ฟัน แหลม ชอบกินเนื้อคนและสัตว์ มีนิสัยดุร้าย คนไทยเรียกว่า "ยักษ์"
๒. ซาไก มีผมหยิกดำ ตาโปนขาว ริมฝีปากหนา พวกนี้จะไม่มีนิสัยดุร้าย ทำเพิงเป็นที่พักอาศัย คนไทยเรียกว่า "เงาะ"
๓. เซียมัง คล้ายกับพวกซาไก แต่พวกนี้ชอบอยู่บนภูเขาสูง ๆ
๔. โอลังลาโอด อาศัยอยู่ตามเกาะและชายทะเล มีเรือเป็นพาหนะ เร่ร่อน อยู่ไม่เป็นที่ คนไทยเรียกว่า "ชาวน้ำ"
 
ชาวภูเก็ตเรียกว่าชาวไทยใหม่และชาวเล การที่ชาวเลมีชีวิตเร่ร่อนพเนจรไปในท้องทะเลจึงได้รับสมญานามว่า SEA GYPSY อีกชื่อหนึ่ง ชาวเลจัดเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งของประเทศไทยที่ดำรงชีวิตแบบดั้งเดิม มีวิถีชีวิตผูกพันกับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างเหนียวแน่น การสืบทอดความ เชื่อ ความศรัทธาและเรื่องราวเกี่ยวกับบรรพบุรุษให้ลูกหลานได้รับรู้มักใช้นิทานหรือ ตำนานเป็นสื่อ โดยเล่าจากปากต่อปากเพราะไม่มีการจดบันทึก
                สำหรับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของชาวเลโดยทั่ว ๆ ไป ในครอบครัว หนึ่ง ๆ จะมีบิดา มารดา บุตร และตายาย ส่วนมากเมื่อแต่งงานแล้วจะแยกครอบครัว ออกไป ยกเว้นในกรณีที่ไม่มีใครอยู่กับพ่อแม่ การแยกครอบครัวจะแยกออกไปตั้งบ้าน เรือนอยู่ใกล้ ๆ กันในบริเวณชุมชนนั่นเอง เนื่องจากลักษณะบ้านของชาวเลเป็นบ้านที่ มีขนาดเล็กไม่สามารถอยู่รวมกันได้หลายคน ในครอบครัวของชาวเลผู้ชายจะเป็นผู้ทำ หน้าที่ออกไปทำงาน ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลบ้าน แต่ในภาวะปัจจุบันผู้หญิงต้องมีส่วน ช่วยเหลือครอบครัวด้วยการช่วยทำงานหาเงินอาจจะเนื่องมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอพยพเร่ร่อนมาจากดินแดนแถบมลายู แลภาษาชาวเลเป็นภาษาพูดสังกัด กลุ่มภาษามาลาโยโปลินิเซียน ซึ่งเป็นภาษาถิ่นเกี่ยวข้องกับภาษามลายูอาชีพการงานชาวเลประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับทะเล เช่น ตกเบ็ด วางลอบ ออกอวน ดำน้ำหาหอย กุ้ง ปลา ปู และรับจ้างเจ้าของกิจการที่มีเรืออวน ออกอวน และดำหาของ ทะเล เช่น ปะการัง กัลปังหา เปลือกหอย และปลาสวยงาม ผู้ชายชาวเลมีความสามารถในการดำน้ำ และต่อเรือ ส่วนผู้หญิงและเด็กจะมีความชำนาญในการตกเบ็ด และหาหอย


ปัจจุบันชาวเลมีอาชีพหลากหลายผิดกับแต่ก่อนที่ลงทะเลเพียงอย่างเดียว ชาวเลในปัจจุบันเริ่มรู้จักการประหยัดกันบ้างแล้ว บางคนมีเงินฝากธนาคาร ชาวเลที่มีฐานะดีส่วนมากจะเป็นคนที่แต่งงานกับคนในท้องถิ่นชาวเลในภาคใต้ฝั่งทะเลตะวันตก อาศัยอยู่ที่เกาะลิเป๊ะ จังหวัดสตูล เกาะ ลันตา เกาะจำ เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ บ้านน้ำเค็ม บ้านบางสัก บ้านบางขยะ อำเภอ ตะกั่วป่า หมู่เกาะพระทอง หมู่เกาะสุรินทร์ อำเภอคุระบุรี ในจังหวัดพังงา เดิมชาวเลอาศัยอยู่อย่างอิสระ ไม่ชอบคบค้าสมาคม กับกลุ่มชนอื่น ชอบอยู่ในหมู่หรือกลุ่มเดียวกัน มีการอพยพเคลื่อนย้ายทำมาหากินไม่เป็นหลักแหล่ง มีแบบแผน ภาษา และประเพณี เป็นของตนเอง ชาวเลมีการปกครองเป็นกลุ่ม ประกอบด้วยครอบครัวชาวเลตั้งแต่ ๓๐-๑๐๐ คน สำหรับกลุ่มชาวเลในจังหวัดภูเก็ตจากการสำรวจของนายสมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ แบ่งกลุ่มชาวเลไว้ ๓ เผ่า และจำแนกตามภาษาดังนี้
๑. กลุ่มมอแกล๊น อาศัยอยู่ที่บ้านแหลมหลา บ้านนาเหนือ ตำบลไม้ขาว
๒. เผ่าโอรังลาโอด อาศัยอยู่ที่    
๒.๑ บ้านแหลมตุ๊กแก เกาะสิเหร่ ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต เดิม อาศัยอยู่ที่หาดกลางเกาะสิเหร่     
๒.๒ บ้านสะปำ หมู่ ๓ ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมืองภูเก็ต    
๒.๓ บ้านราไวย์ หมู่ที่ ๒ ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต    
๒.๔ บ้านฉลอง หมู่ ๙ ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต เป็นกลุ่มที่แยกตัวออกมาจากบ้านราไวย์
๓. เผ่ามาซิงเรือง่าม บ้านราไวย์ มีบ้านเรือนอยู่ติดกับถนนปฏัก และกลุ่มโอรังลาโอด มาจากหมู่เกาะสุรินทร์  จังหวัดพังงา  และหมู่เกาะแถบตอนใต้ของพม่า
 
            ประเพณีลอยเรือ หรือลอยเรือชาวเล เป็นพิธีกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวเลที่ยึดถือปฏิบัติและสืบทอดกันมาช้านาน โดยชาวเลมีความเชื่อว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์เพื่อให้สมาชิกในหมู่บ้านรอดพ้น จากสิ่งที่ชั่วร้ายทั้งปวง ด้วยการขออำนาจจากผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านให้ช่วยขับไล่สิ่ง อัปมงคล และรวมทั้งเป็นพิธีกรรมที่แสดงถึงความขอบคุณที่ช่วยคุ้มครองให้พวกเขาได้ อยู่รงปลอดภัยตลอดฤดูมรสุม โดยใช้เรือเป็นพาหนะบรากุกสิ่งชั่วร้ายออกไป ปล่อยให้ไหลไปตามสายน้ำ
                    ชาวเล ถือว่าการลอยเรือเป็นประเพณีสำคัญที่สุดในรอบปี นิยมจัดขึ้นปีละ 2 ครั้งๆ ละ 3 วัน คือในวันขึ้น 14, 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ ของเดือน 6 กับเดือน 11 ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูมรสุม ส่วนวันลอยเรือชาวเลบางแห่งจะพากันไปเซ่นไหว้ผีหมู่บ้านก่อนเพื่อความเป็น สิริมงคล ส่วนในการต่อเรือพิธี หรือ ปลาจั๊ก ซึ่งทั้งหมู่บ้านจะต่อกันเพียงลำเดียว ไม้ที่ใช้ต่อเรือจะเป็นไม้เนื้ออ่อน ส่วนมากนิยมใช้ไม้ระกำ โดยเรือปลาจั๊กจะมีขนาดกว้าง 2 ฟุต ยาวประมาณ 6 ฟุต ตกแต่งลวดลายอย่างสวยงาม ใบเรือทำจากผ้าดิบ และยังมีการแกะสลักไม้ระกำ เป็นนายท้ายเรือ พายนำเครื่องใช้ประจำวัน อาทิ มีด ครก เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ ใส่ไปในเรือด้วย จากนั้นเมื่อทำการต่อเรือเสร็จแล้ว ในตอนค่ำ ผู้นำครอบครัวจะนำตุ๊กตาที่แกะสลักเป็นรูปคนโดยแกะจากไม้ระกำ ตามจำนวนสมาชิกของครอบครัว พร้อมทั้งตัดเล็บมือ เล็บเท้า เส้นผมของทุกคนในบ้าน ตลอดจนของแห้ง เช่น กะปิ เกลือ หมาก พลู ที่เตรียมมาใส่ลงไปในเรือด้วย

                     สำหรับการลอยเรือนั้น ในตอนค่ำจะมีหนุ่มสาวชาวเล ร่วมกันเต้นรำวง ร้องรำรองแง็งกันอย่างครึกครื้นสนุกสนานจนกระทั่งถึงรุ่งสางของวันใหม่ จากนั้นก็จะมีการนำรือปลาจั๊กปล่อยลงกลางทะเล เมื่อแน่ใจว่าเรือได้ลอยหายลับไปแล้ว จึงเป็นอันว่าเสร็จพิธีกรรมหลัก  หลังจากนั้นพวกผู้ชายจะเข้าป่าไปหาไม้มาทำเป็นรูป ไม้กางเขนจำนวน 7 อัน ที่ปลายไม้ทั้งสองด้านติดใบกะพ้อ นำไปปักเรียงเป็นแถวตามแนวตั้งจากบกออกสู่ทะเลตรงบริเวณที่วางเรือพิธี ไม้นี้ชาวเล เรียกว่า กายู่ฮาปัด เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ คอยปัดรังควานไม่ให้สิ่งอัปมงคลกลับเข้ามาในหมู่บ้านอีก ชาวบ้านจะปักไม้นี้ไว้จนถึงเช้าวันพรุ่ง จึงถอนออกไปปักใหม่เป็นแนวนอนยาวตลอดตั้งแต่หัวหมู่บ้านจนถึงท้ายหมู่บ้าน เป็นอันเสร็จพิธีลอยเรือ บรรดาพี่น้องชาวเลจากที่ต่างๆที่สนุกสนานรื่นเริงกันมาหลายวันก็ถึงคราวต้อง เลิกรา รอจนกว่าพิธีลอยเรือในครั้งหน้าจะเวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่งจึงถอนไม้กายู่ปา ฮัดท่อนเก่าออก เพื่อนำท่อนใหม่มาปักแทน  ปัจจุบันประเพณีลอยเรือของชาวเล มักจะหาชมได้ยากลงทุกที เนื่องจากกระแสความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในสังคมยุคปัจจุบัน แต่ก็มีชาวเลบางพื้นที่ยังคงยึดถือปฏิบัติประเพณีนี้ตามแบบเดิมอยู่ ได้แก่ ชาวเลที่ราไวย์ สะปำ พีพี เกาะลันตา และ เกาะสิเห
ประเพณีเปรียบเสมือนกระจกเงาของสังคมที่สามารถสะท้อนและถ่ายทอดให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ และสังคมวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น ๆ ในแต่ละยุคสมัยที่สืบทอดกันมาเป็นระยะ ทำให้ทราบถึงวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์จากอดีตถึงปัจจุบัน จึงแสดงให้เห็นว่าประเพณีเป็นมรดกทางสังคม ซึ่งอนุชนรุ่นหลังได้รับช่วงสืบต่อจากบรรพบุรุษของตนให้เจริญงอกงาม โดยเฉพาะความเจริญงอกงามทางด้านจิตใจของผู้คนที่มีความสมัครสมานสามัคคี พร้อมใจกันปฏิบัติเพื่อดำรงไว้ซึ่งประเพณีแห่งท้องถิ่นตน และประเพณีจะบ่งให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นขนบธรรมเนียมประเพณีมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ เป็นสิ่งที่ดีเพราะทำให้สังคมอยู่กันอย่างมีความสุข เทศกาลกลางบ้านของชาวเลเผ่าโอรังลาโอดที่แหลมตุ๊กแก และบริเวณบ้านแหลมหลา ท่าฉัตรไชย จะมีพิธีลอยเรือ   จากการศึกษาของสมหมาย  ปิ่นพุทธศิลป์ (๒๕๒๘ : ๑๕๒ - ๑๕๘ )   เกี่ยวกับพิธีลอยเรือของชาวเลในจังหวัดภูเก็ต  พบว่ามีขั้นตอนและพิธีกรรมดังนี้
วันลอยเรือ
ช่วงเวลา เนื่องจากชาวเลซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่เร่ร่อนเลี้ยงชีพในทะเลในจังหวัด ภูเก็ต จำแนกตามกลุ่มที่ทำใช้ภาษาได้ ๒ กลุ่ม มีการประกอบพิธีกรรมที่แตกต่างกันดังนี้
๑. ชาวเล คือกลุ่มที่อาศัยอยู่บ้านสะบำและบ้านแหลมตุ๊กแก ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต จะทำพิธีการลอยเรือชาวเลในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ และเดือน ๑๑ เวลา ๐๖.๐๐ น.
๒. ชาวเลสิงห์ คือกลุ่มที่อาศัยอยู่ที่บ้านแหลมหลาและบ้านเหนือ ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต จะทำพิธีการลอยเรือชาวเลในวันขึ้น๑๕ ค่ำ เดือน ๖ และเดือน ๑๑ เวลา ๑๘.๐๐ น.

 
การเตรียมสร้างเรือพิธี

ชาวเลจะใช้ไม้ทองหลางและไม้ระกำเป็นส่วนประกอบของเรือพิธี ส่วนชาวเลสิงห์จะใช้ไม้สักหินและต้นกล้วยเป็นส่วนประกอบของเรือพิธีชาวเลใช้ไม้ทองหลางเป็นโครงแกนของท้องเรือพิธี หัวเรือ ท้ายเรือและจังกูดมีความยาว ๕ - ๗ เมตร ใช้ไม้ระกำต่อเป็นตัวเรือกว้างประมาณ ๑ เมตร ความสูงระหว่างท้องเรือถึงกราบขอบเรือประมาณ ๗๐ ซม. ติดเสากระโดงเรือด้วยไม้ขนาดนิ้วหัวแม่มือ ๓ เสา สูงประมาณ ๒ เมตร มีผ้าขาวเป็นใบเรือชาวเลชายจะไปตัดไม้เพื่อประกอบเป็นเรือพิธีและไม้กายู่ฮาดั๊กในช่วงตอนเช้าของวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ และเดือน ๑๑ ช่วยกันแบบหามหรือบรรทุกเรือมากองไว้นอกหมู่บ้าน ใกล้เที่ยงจึงช่วยกันตัดถากและกลึงเกลาไม้ทองหลางให้เป็นโครงแกนท้องเรือ หัวเรือ ท้ายเรือและจังกูด “และที่สำคัญคือการแกะสลักเป็นรูปคนสูงประมาณ ๘ นิ้ว จำนวน ๑๒ ตัวไว้เป็นฝีพายประจำเรือ พายไปสู่เมืองออกและเมืองพลัด” (กนก ชูลักษณ์ ๒๕๒๒ : ๙๑) เศษไม้ทองหลางที่เหลือจะแกะเป็นเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น มีด จวัก หม้อ เตา ตะกร้า เป็นต้น ไม้ระกำที่ตัดมาเป็นทางยาวทางละ ๔ - ๖ เมตร จำนวนไม่ต่ำกว่า ๕๐ ทาง ชาวเลจะช่วยกันปอกลอกเอาเปลือกนอกทิ้ง ใช้ไส้ในไปประกอบเป็นลำเรือ ผูกไว้เป็นมัด ๆ เหลาไม้ไผ่เป็นซี่แทนตะปู เตรียมก้อนหินไว้ตอกแทนค้อน มีมีดพร้าและขวานไว้ตัดไม้ให้ได้ขนาดตามที่ต้องการในช่วงตอนเย็นเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. ชาวเลทั้งหญิงชายป่าวร้องให้คนไปช่วยกันขนวัสดุที่จะประกอบเป็นเรือพิธีซึ่งกองอยู่นอกหมู่บ้านแห่เข้ามา
           
             ในบริเวณพิธีกลางหมู่บ้าน หน้าขบวนแห่มีดนตรีพื้นเมืองนำหน้า เครื่องดนตรีเช่น รำมะนา ฆ้อง ฉิ่ง บรรเลงเป็นจังหวะให้ชาวเลรำเดินหน้าขบวนแห่ได้ ขบวนจะแห่ไปตามชายหาดจากที่กองไม้ไปจนใกล้หลาโต๊ะตามี่แล้วตั้งขบวนแห่เข้าหมู่บ้านจนถึงบริเวณพิธี ชาวเลชายช่วยกันตั้งโครงแกนท้องเรือ ใช้ไส้ไม้ระกำทั้งทางต่อประกอบเป็นลำเรือ ทุกคนตั้งใจต่อเรือกันอย่างจริงจังให้เรือพิธีเสร็จก่อนฟ้าสาง แต่เรือมักจะเสร็จก่อนพิธีลอยเรือหลายชั่วโมงชาวเลจะใช้เวลาประกอบเป็นเรือพิธีประมาณ ๘ ชั่วโมงส่วนชาวเลสิงห์จะใช้ต้นกล้วยทั้งต้นเป็นโครงแกนท้องเรือ ใช้ไม้สักหินขนาดหัวแม่มือเป็นแกนยึดต้นกล้วยไว้ด้วยกัน กราบข้างเรือจะใช้กาบกล้วยแทนกระดาษขนาบไว้ด้วยไม้สักหิน ผูกด้วยหวายนาท้ายเรือรูปทรงคล้ายเรือสำเภา หัวเรือทำด้วยก้านเครือกล้วยทั้งท่อน ความยาวของเรือพิธีจากหัวเรือจดท้ายเรือยาวประมาณ ๓ เมตร กว้าง ๑.๕๐ เมตร สูง ๑.๓๐ เมตร เมื่อติดตั้งเสากระโดงจะสูงเป็น ๒ เมตร มืดวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ และเดือน ๑๑ สิ่งของที่แต่ละครอบครัวจะเอาไปใส่ในเรือพิธีคือ ไส้ไม้ระกำที่แกะเป็นตุ๊กตาแทนคนในครอบครัวจำนวนเท่าสมาชิกในครัวเรือน เล็บ ผมและข้าวตอก ก่อนจะซัดข้าวตอกใส่เรือ ชาวเลจะกำข้าวตอกลูบไล้ตามตัวตั้งแต่หัวจดเท้าประดุจให้ข้าวตอกเอาความชั่วร้ายออกจากร่างไปสู่ข้าวตอกแล้วจึงซัดใส่เรือพิธีโต๊ะหมอมาสวดคาถาที่ท้ายเรือ เวลา ๖.๐๐ น. ชาวเลชายช่วยกันยกเรือพิธีแบกหามลงไปบรรทุกเรือหางยาวที่เตรียมไว้นำไปลอยเรือพิธีที่ทะเลลึกเป็นการกันไม่ให้ความชั่วร้ายในลำเรือพิธีนั้นย้อนกลับมาสู่หมู่บ้าน หากเรือพิธีย้อนกลับเข้าสู่หมู่บ้าน พวกชาวเลจะต้องเริ่มทำพิธีกันใหม่ การลอยเรือลงทะเลจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ส่วนชาวเลสิงห์จะเอาเสื้อผ้าเก่า ๆ ตุ๊กตากาบกล้วยแทนคนในครอบครัวจำนวนเท่าสมาชิกในครัวเรือนและกระทงน้ำไปใส่ไว้ในเรือพิธีตั้งแต่เวลา ๑๕.๐๐ น. ของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ และเดือน ๑๑ เมื่อชาวเลสิงห์ทำพิธีที่หลาเรียบร้อยแล้วก็จะมาร่วมประกอบพิธีที่เรือพิธี ชาวเลสิงห์ถือจานใส่ข้าวสารซึ่งย้อมสีเป็นสีต่าง ๆ เช่น เหลือง แดง เขียว ฟ้า ส้ม เป็นต้นพร้อมด้วยด้ายสีแดงมามอบให้โต๊ะหมอสวดคาถาใสจานให้แล้วจึงเอาด้ายไปผูกข้อมือให้กับสมาชิกในครอบครัว และเอาข้าวสารที่ประกอบพิธีนี้ ห้ามคนเดินผ่านหัวเรือ โต๊ะหมอเดินวนรอบเรือวนซ้าย ๓ รอบ รอบสุดท้ายจะเปล่งเสียงนำโห่ทิศละลา ชาวเลสิงห์จะซัดข้าวสารที่เหลือใส่เรือพิธี รอสัญญาณจากโต๊ะหมอแล้วยกเรือพิธีไปบรรทุกเรือหางยาวไปลอยกลางทะเลลึกดุจเดียวกับกลุ่มชาวบ้านแหลมตุ๊กแกแต่มีข้อห้ามบอกต่อ ๆ กันว่า เมื่อส่งเรือลงน้ำแล้วจะหันกลับไปดูอีกไม่ได้
การรำรองเง็ง
   ชาวเลและชาวเลสิงห์เรียกการร่ายรำของตนว่า รูเงะ หรือ รูเง้ก ชาวภูเก็ตเรียกว่า ร็องแง็ง ดนตรีที่ใช้บรรเลงในการรำร็องแง็งมีไวโอลิน ฆ้อง ฉิ่งและกรับไม้ เนื้อเพลงคล้ายภาษาของชาวมลายู เพลงเริ่มต้นในการรำร็องแง็งคือ วูก้าลากูวดัว ตามด้วยเพลง ลากูวมะอีนั่ง ลากูวอะนะอีกั้น หลังสามเพลงนี้แล้ว จึงอนุญาตให้ชาวเลชายขึ้นไปจับคู่ชาวเลหญิงรำร็องแง็งได้ การเต้นรำในช่วงเริ่มต้นเท่านั้นที่เป็นรำร็องแง็ง ถัดจากนั้นไปแล้วจะเป็นเพลงจังหวะต่าง ๆ ของเพลงไทยสากลและเต้นรำไปตามรูปแบบของสังคมเมืองยามราตรี (สมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ ๒๕๒๙:๒) ชาวเลหญิงผู้รำร็องแง็งนุ่งผ้าปาเต๊ะ สวมเสื้อแขนยาว เสื้อโปร่งบางมีลูกไม้ซึ่งเรียกกันว่าเสื้อลูกไม้รูปแบบคล้ายชุดยอหยา ในปัจจุบันชาวเลหญิงวัยรุ่นได้เปลี่ยนจากชุดที่กล่าวเป็นชุดสวมกระโปรงเสื้อรัดรูปทรงเปลี่ยนสีไปตามวัน คือ วันจันทร์ใช้สีเหลืองหรือวันอาทิตย์ใช้สีแดงเป็นต้น (สมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ ๒๕๒๔:๒) ส่วนชาวเลชายไม่ปรากฏว่าแต่งกายให้เห็นเป็นเอกลักษณ์อย่างใดเลยชาวเลจะรำร็องแง็งกันทั้งเด็กเล็ก ๆ ไปจนชรา เด็กเล็ก ๆ ที่ยังเดินไม่ได้ชาวเลก็จะอุ้มขึ้นไปรำจนหลับซบบ่า ชาวเลจะเริ่มรำร็องแง็งตั้งแต่คืนวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ และเดือน ๑๑ บางส่วนจะรำวนรอบเรือพิธีตั้งแต่เริ่มวางแกนท้องเรือไปจนเรือพิธีเสร็จ เชื่อกันว่า ชาวเลที่รำรอบเรือพิธีมากรอบที่สุดจะได้บุญมากเท่าจำนวนรอบที่รำชาวเลสิงห์จะรำร็องแง็งในคืนวันขึ้น ๑๔ - ๑๕ ค่ำ ไม่มีการรำรอบลำเรือพิธีหรือรำร็องแง็งในตอนกลางวันดุจเช่นกลุ่มชาวเลบ้านแหลมตุ๊กแกการร้องและบรรเลงดนตรีรอบเรือปลาจั๊กและรอบไม้กันผี โดยโต๊ะหมอเป็นผู้นำในการ ปฏิบัติ การขับร้องบทเพลงรองเง็งด้วยเนื้อเรื่องที่มีคำขอขมาต่อความผิดและบาปของเผ่าพันธุ์และเนื้อร้องที่กล่าวถึงการส่งเรือกลับไป "ฆูนุงณึรัย" การรำรองเง็งจึงสะท้อน ให้เห็นลักษณะทางวัฒนธรรมด้านพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวเล           
              การรำรองเง็งประกอบพิธีลอยเรือยังมีบทบาทหน้าที่ในโครงสร้างของวิถีชีวิตและความเชื่อของชุมชน เช่น มีบทบาทหน้าที่ในการบันทึกเรื่องราวและภูมิหลังทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ เส้นทางการอพยพ โยกย้ายและการตั้งถิ่นฐานของชาวเล ที่ปรากฏในเรื่องของบทรำ มะนาที่ใช้ร้องขับในพิธีลอยเรือ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่าง สมาชิก เพื่อฝึกหัดการเล่นรองเง็ง ตลอดจนกิจกรรมอื่น ๆ ในช่วงที่ว่างเว้นจากการออกทะเล   

ความเชื่อและความศรัทธา
                 การทำพิธีลอยเรือ ก็คือ การลอยบาป และเป็นการเสี่ยงทายในการประกอบอาชีพ กล่าวคือ การลอยเรือเป็นเครื่องกำหนดว่า การประกอบอาชีพจะเจริญก้าวหน้าหรืออัตคัดขาดแคลน โดยดูจากเรือที่ลอยเป็นสำคัญ คือถ้าเรือออกไปแล้ว ลอยออกไปไม่ถูกคลื่นซัดเข้าหาฝั่งเดิม แสดงว่าชาวเกาะทั้งหลาย จะเป็นผู้โชคดี การประกอบอาชีพคือการจับปลา จะจับได้มาก การหากินจะไม่ฝืดเคือง แต่ถ้าเรือถูกคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง จะเป็นเครื่องชี้ว่า การทำมาหากินจะฝืดเคือง ชาวเกาะจะประสบโชคร้าย จากภัยธรรมชาติหรืออาจจะประสบอุบัติเหตุถึงชีวิต

******************************************************************
นางสาวจิตตวัฒนา    วิเชียรสกุล
นางสาววณิชศรา   เรืองแก้ว